K.A.L 007 สายการบินเกาหลีโดนรัสเซียยิงตก แบบนี้ต้องเอานักบินมาเยียบ

กลับบ้านมาเปิดทีวี
โชคดีจังได้ดูช่อง History channel มีเรื่อง black box ก็คือการสืบสวนกล่องดำของเที่ยวบิน KAL007 พอดี

รอดูมาตั้งนาน เพราะตั้งแต่เคยอ่านข่าวสมัยเด็กก็สงสัยตั้งนานว่าอะไรที่เป็นสาเหตให้เที่ยวบินนี้ถูกยิงตก
เที่ยวบินนี้เป็นของ korea airline บินจาก anchorage เมืองหลวงรัฐ alaska ไปยัง seoul ที่เกาหลี
ก็เป็นปกติที่จะบินเวลากลางคืน ไปถึงปลายทางเวลา 6 โมงเช้าพอดี เป้นเครื่องบินแบบ 747-200
ปกติจะบินน่านฟ้าสากล ผ่านข้ามแอตแลนติก แล้วจะผ่านน่านฟ้าที่รัสเซียยอมให้บินผ่านระยะทางสั้นๆ 17 ไมล์เหนือหมู่เกาะ sakalin (เดิมก่อนสงครามโลกก้เป็นของญี่ปุ่น หลังสงครามโลกโดนรัสเวียยืดไป ตอนนี้ญี่ปุ่นก็พยายามทวงคืนอยู่)
แล้วก็จะบินตัดน่านฟ้าญี่ปุ่นไป seoul ก็จบการเดินทาง แต่ครั้งนี้มี่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น นักบินหลังจากบินขึ้นแล้ว ก้บินเบี่ยงจากเส้นทางบินเข้าน่านฟ้ารัสเซียถถึง4ชั่วโมงครึ่งก่อนจะะถูกยิงตกจากเครื่องบินรบ

หลังจากถูกยิงตกสหภาพโซเวียตแถลงว่า เข้าใจผิดว่าเป้นเครื่องบินสอดแนมของอเมริกาจึงยิง
ญี่ปุ่น อเมริกา ก็ตามหากล่องดำเพื่อหาสาเหตุเครื่องบินถูกยิง แต่ก็หาไม่เจอ
เกิดการประท้วง และเพิ่มความตึงเครียดต่อสงครามเย็น เพราะ1984 เป้นช่วงที่มีความเครียดเรื่องการจารกรรมสูงมาก
คำถามที่น่าสงสัยมีมากมาย

1. ทำไมนักบินจึงบินเบี่ยงเบน ไปจากแผนการเดินทาง ต้องเข้าใจว่า การบินไม่ใช่ว่าสายการบินจะขีดเส้นตรงจากเมืองต้นทางไปยังปลายทางได้ อากาศก็เหมือนถนนที่มองไม่เห็น เครื่องบินที่บินที่ไปทางเดียวกันจะบินบนเส้นตรงเดียวกัน ตามกันไป เว้นระยะห่างต่อลำที่เหมาะสม ทุกๆระยะจะมีจุด check ที่นักบินจะต้องรายงานการผ่านจุดให้หอบังคับการบินทราบ กรณีนี้ทำไมนักบินไม่รู้ว่า ตัวเองบินเบี่ยงจากเส้นทาง
2. หอบังคับการบินอลาสกาทำไมไม่แจ้งเตือนนักบินเกาหลี ว่าออกนอกเส้นทาง
3. ทำไมเครื่องบิน RC125 ที่เป็นเครื่องบินที่วนเวียนสอดแนม ดุการทดสอบขปนาวุธข้ามทวีปเหนือคาบสมุทร kamchaka
ในเขตน่าฟ้าสากลจึงไม่เตือน KAL007
4. ทำไมเครื่องบินรบโซเวียตไม่ยอมยิงเตือนด้วยปืนก่อน หรือบินเข้าประกบบังคับให้ลงจอดแบบที่เราเห็นในหนัง
5. หรือว่าจริงๆเป็นการใช้เครื่องบินพลเรือนเพื่อการสอดแนม ดังที่โซเวียตกล่าวหา
6. หรือว่าใช้เป้นเป้าล่อเพื่อทดสอบระบบเรด้าห์ของโซเวียต
7. หรือว่าเป็นการยั่วยุโซเวียตในเกมสงครามเย็น

สุดท้ายหลังจากผ่านไป 10 ปี โซเวียตก้ออกจากม่านเหล็ก และมอบกล่องดำให้องค์กรการบินสากลนำไปถอดบันทึกการบิน สาเหตุที่แท้จริงก้ถูกเปิดเผย พร้อมกับการฟ้องร้องจากญาติผุ้เสียชีวิตต่อ korean airline ก้จบลงพร้อมค่าชดเชย 50ล้านเหรียญ

หลังจากนั้น เส่นทางการบินที่ผ่านน่านฟ้ารัสเซีย เหนือคาบสมุทร kamchatka นี้ก็กลายเป็นเส้นทางการบินที่เปิดขึ้นให้ใช้ข้ามแอตแลนติค รู้จักกันในชื่อ Kamchatka highway เพื่อย่นระยะทางการบินระหว่างอเมริกาและเอเชีย

แม้การติดยูบีซี จะมีคนบ่นว่าเอาหนังมาวนๆๆ แต่เราก็ไม่มีทางเลือก
หากเราต้องการที่จะดุสารคดีๆ ที่ไม่มีใน free tv ก้ต้องทำใจ
ชอบนะที่เมืองนอกเค้าจะเอาทุกเหตุการณ์ ทุกแง่มุมมาสืบค้น วิเคราะห์ เพื่อหาสาเหตุในเหตุการณืนั้นๆ
อย่างเรื่อง การสังหาร JFK นี่ก็ทำมาหลายรอบ แต่ทุกครั้งก้จะมีทฤษฏีใหม่ๆ หลักฐานใหม่ ในแง่อื่นๆ
ลองย้อนมองบ้านเรา แค่ถามว่าบั้งไฟพญานาค คืออะไร ทำไมต้องเกิดที่นั่น เวลานั้น ยังไม่มีใคร
ตอบได้อย่างชัดเจนซะที ทำไม??????

WW II : RARE COLOR FILM : D-DAY : JUNE 5TH 1944

posted on 12 Jun 2008 23:41 by nongkanak

WW II : RARE COLOR FILM : D-DAY : JUNE 5TH 1944

 

ความดีมีดันไม่ทำ

posted on 12 Jun 2008 22:08 by nongkanak

 
ขโมย

ย่องเข้าเล้าขโมยห่าน กลับโดนไฟชอร์ตตายสยอง พบศพหนุ่มวัยฉกรรจ์นอนตายในเล้าห่าน ศพยังกอดซากห่าน 2 ตัวไว้แน่น ตรวจสอบไม่รู้เป็นใครมาจากไหน มีร่องรอยโดนไฟชอร์ตเข้าที่หน้าอก เจ้าของเล้าระบุก่อนหน้านี้มีโจรแอบเข้ามาลักห่านบ่อยๆ ครั้งละ 2-3 หัว เลยขึงลวดไฟฟ้าล้อมเล้าไว้ คาดคนตายแอบย่องเข้ามาขโมยห่านแล้วล้มทับลวดไฟฟ้าจนเสียชีวิต

เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. พ.ต.ท.ปิยะพงศ์ กล้วยไม้ พงส.เวรสอบสวน สภ.เมืองนครปฐม เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งเหตุชายถูกกระแสไฟฟ้าดูดเสียชีวิต เหตุเกิดในเล้าห่านภายในบ้านเลขที่ 14/1 หมู่ที่ 8 ต.วังตะกู อ.เมืองนครปฐม จึงรุดไปตรวจสอบพบศพชายอายุประมาณ 25-30 ปี สูงประมาณ 168 ซ.ม. ผิวดำแดง ผมโกรกสี ไหล่ทั้งสองข้างมีลายสัก ไม่สวมเสื้อ นุ่งกางเกงขาสั้นเอวยืดลายตัวเดียว นอนคว่ำหน้าทับเส้นลวดที่ขึงกั้นห่าน เสียชีวิตอยู่กับพื้นเล้า ในตัวยังกอดห่านสองตัวอยู่ในอ้อมแขนทั้งสองข้าง ซึ่งห่านทั้งสองตัวก็ตายด้วยเช่นกัน

จากสอบปากคำนายทิ โพธิสาร อายุ 66 ปี อยู่บ้านเลขที่ 36 ม.6 ต.ลมศักดิ์ อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ ผู้ดูแลเล้าห่านดังกล่าว ให้การว่า เล้าห่านที่เกิดเหตุมีเนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ เป็นของนายบุญเซี้ยง แก้วพิจิตร อายุ 69 ปี อยู่บ้านเลขที่ 84 ถนนทรงพล ต.ลำพยา อ.เมือง จ.นครปฐม ซึ่งได้ให้ตนดูแลภายในไร่ นอกจากปลูกพืชผักแล้วยังเลี้ยง เป็ด ไก่ ห่าน แบบสวนผสม

นายทิกล่าวว่า ที่ผ่านมา เป็ด ไก่ ห่านที่เลี้ยงถูกขโมยไปบ่อยๆ ครั้งละ 2-3 ตัว คิดว่าสุนัขแอบเข้ามากัดเอาไปกินเวลากลางคืน ตนจึงได้ขึงลวดปล่อยกระแสไฟฟ้าเป็นรั้วกั้นสัตว์ไว้ภายในรั้วเล้าเป็ด ไก่ ห่าน คืนเกิดเหตุขณะคนในบ้านจะเข้านอนได้ยินเสียงสุนัขเห่าและมีเสียง เป็ด ไก่ ห่านตื่นร้องทั้งเล้าอยู่นาน เมื่อออกมาเปิดไฟดูก็พบคนนอนทับห่านอยู่กับพื้นพร้อมห่านสองตัวจึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบมาตรวจสอบดังกล่าว คาดว่าคนที่ตายพร้อมห่านแอบย่องเข้ามาขโมยห่านแล้วล้มทับลวดที่ขึงกั้นห่านที่มีกระแสไฟฟ้าเดินอยู่จนเสียชีวิตไม่รู้เป็นใคร

จากการชันสูตรพลิกศพของเจ้าหน้าที่พบว่า ที่หน้าอกของผู้เสียชีวิตมีรอยไหม้จากกระแสไฟฟ้าตามรอยเส้นลวด แต่ตรวจสอบในตัวไม่พบเอกสารหลักฐานแสดงตัวว่าเป็นใคร เบื้องต้นพ.ต.ท.ปิยะพงศ์ได้ประสานไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดนครปฐมมาตรวจสอบว่ากระแสไฟฟ้าที่ปล่อยตามเส้นลวดกั้นสัตว์ในบ้านที่เกิดเหตุ สามารถทำให้ชายดังกล่าวเสียชีวิตได้หรือไม่ เพื่อดำเนินการต่อไป เบื้องตนยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ใด และยังไม่ทราบว่าผู้ตายเป็นใคร

ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด

http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdOekV5TURZMU1RPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBd09DMHdOaTB4TWc9PQ==

edit @ 12 Jun 2008 22:11:28 by คนเขียนบล๊อก

เมื่อไม่อยากดูข่าว

posted on 12 Jun 2008 07:48 by nongkanak
ในวันนี้มาปรับปรุงเว็บบล๊อกมาปรับปรุงได้ดูข่าวเหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันผมเลยไม่เปิดทีวีดูข่าวไม่อ่านหนังสือพิมพ์  เพราะดูไปก็วุ่นวายในใจไปดูสาระคดีจาก UBC ดีกว่าตั้งมากเพราะไปดูข่าวแล้วปวดหัวไม่ดูข่าวเลยดีกว่าที่บ้านตอนเปลี่ยนไปดูสาระคดีดีกว่าครับ คนแถวตางจังหวัดเขาเบื่อแล้วครับดูไปก็ไร้ประโยชน์

เครื่องดื่มที่กำลังพูดถึงก็คือ “น้ำหม่อน” หลายคนคงแปลกใจ เพราะชื่อเสียงของ “น้ำหม่อน” ส่วนใหญ่จะเป็นเกี่ยวกับพวกสิ่งทอมากกว่า อย่างที่รู้กันคือตัวหม่อนกินใบหม่อนเพื่อผลิตเส้นใยไหมไว้ทอผ้า แต่น้อยคนที่จะทราบว่า ”ผลหม่อน” สามารถเอามาทำเครื่องดื่มได้ และมีรสชาติอร่อยถูกปากแล้ว ยังเปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์ต่อรายกาย มีตั้งแต่ธาตุแคลเซียม โซเดียม แมกนีเซียม เหล็ก วิตามินเอ บี1 และวิตามินซี

ส่วนผสม ได้แก่ ผลหม่อนสุก 1 ถ้วย ควรเลือกที่สีออกแดงม่วง ถ้าเลือกสีดำจะแก่เกินไป น้ำเชื่อม 1 ถ้วย เกลือป่น 1 ช้อนชา น้ำต้มสุก 3 ถ้วย

วิธีทำ คือ ล้างผลหม่อนให้สะอาดพักไว้สะเด็ดน้ำให้แห้ง นำหม่อนใส่ในโถปั่น ใส่น้ำเชื่อมลงไป ลดความเปรี้ยวลงหน่อยด้วยการผสมเกลือเล็กน้อย เติมน้ำต้มสุก แล้วปั่นอีกครั้งให้ละเอียด

สรรพคุณของใบหม่อนจะมีความเย็นจัด ใช้เป็นยาขับเหงื่อ แก้เจ็บคอ แก้ไข้ ตัวร้อน แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ไอ ส่วนใหญ่ชาวบ้านมักจะนำใบอ่อนมาจิ้มทานกับน้ำพริกต่าง ๆ เช่น น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกตาแดง หรือน้ำพริกปลาร้า หรือผลอ่อนก็นำมาต้มส้มปลาสดก็ได้ จะเป็นยาระบายอ่อน ๆ แก้ธาตุไม่ปกติ ดับร้อน ทำให้ชุ่มคอ และบำรุงไตอีกด้วย

ข้อมูลจาก

http://www.innnews.co.th/qualityoflife.php?nid=114918