สุดยอดเรือรบแต่สุดท้ายก็โดนยิงจม
posted on 09 Jun 2008 21:17 by nongkanak

ภาพเรือรบยามาโตก่อนโดนพันธมิตรจมลงทะเลบริเวณทางเกาะโอกินาวา
ภาพเรือรบยามาโตขณะที่กำลังต่อในอู่ต่อเรือ
ภาพเรือรบยามาโตโดนเครื่องบินสหรัฐถล่มกำลังดิ้นหาทางหนีแต่ไม่พ้น
เรือยามมาโตเดินทาง
ผ่านช่องแคบบังโง เลาะชายฝั่งของแหลมโอซุมิ ของจังหวัดคะโงชิมะ แล้วเดินทางต่อไปทางตะวันตก เพื่อเปลี่ยนเข็มลงใต้เข้าสู่เกาะโอกินาวา ก็ถูกโจมตีจากกำลังทางอากาศของกำลังรบเฉพาะกิจที่ 58 โดยการโจมตีหลักมาจากหมวดเฉพาะกิจที่ 58.ของสหรัฐ
แล้วก็ถึงวาระสุดท้ายที่ญี่ปุ่นคุยนักหนาว่าไม่มีวันจม
1.แผนการสร้าง และการออกแบบ
ในปี พ.ศ.2497 ภายหลังจากการทำสัญญาลดอาวุธแล้ว จักรพรรดินาวีได้ถือโอกาสพยายามแข่งขันการสร้างเรือประจัญบานที่มีอานุภาพสูงกับอังกฤษและสหรัฐ แต่เนื่องจากปัญหาด้านการเงินทำให้ญี่ปุ่นไม่สามารถต่อเรือสู้สหรัฐได้ จึงได้วางแผนว่า ไหนๆ จะสร้างเรือแล้ว ก็สมควรที่จะสร้างให้มีขนาดใหญ่ อีกทั้งมีอาวุธปืนใหญ่ที่เรือข้าศึกไม่สามารถจะเข้ามาในรัศมีของปืนเรือขนาดใหญ่นี้ได้เลย จึงสมควรที่จะมีเรือประจัญบานที่มีจำนวนน้อยกว่า แต่มีสมรรถนะที่เหนือกว่าศัตรูในการต่อกรกับสหรัฐที่ช่วงชิงความเป็นใหญ่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ญี่ปุ่นจึงได้เริ่มวางแผนในการสร้างเรือประจัญบานลำที่ 1 โดยใช้ชื่อว่า "ยามาโต้" ลำที่ 2 ให้ชื่อว่า "มุซาชิ" ลำที่ 3 ใช้ชื่อว่า "ชินาโน" ทั้งมีแผนที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นจนถึง 5 ลำด้วยกัน ด้วยการติดตั้งปืนใหญ่เรือขนาด 18 นิ้ว หรือ 46 เซนติเมตร จำนวนลำละ 9 กระบอก ที่มีรัศมีการยิงเหนือเรือประจัญบานของศัตรู ซึ่งเป็นยุทธวิธีสำหรับยุทธนาวีซึ่งจะต้องอุบัติขึ้นเมื่อเกิดความขัดแย้งกัน เป็นทางเดียวที่ประเทศยากจนอย่างญี่ปุ่นอาจกระทำได้ตามเหตุผลดังกล่าว
2.ความเป็นมาก่อนที่จะติดตั้งปืนใหญ่ ขนาด18 นิ้ว
มีผู้คนเคยตั้งคำถามว่า จักรพรรดินาวีนั้นเคยมีแผนที่จะติดตั้งปืนใหญ่ขนาดนี้บ้างหรือไม่ มันเป็นแผนที่ครุ่นคิดมานานจากนายทหารชั้นผู้ใหญ่ หลังสงครามระหว่างญี่ปุ่น-รัสเซีย ในปี ค.ศ.1904-1905 ได้ผลลัพธ์ออกมาว่าปืนเรือขนาดใหญ่ที่มีรัศมีการยิงที่สูงกว่านั้น สามารถกุมชัยชนะในยุทธนาวีได้นั่นเอง ระยะเวลาผ่านมาถึง 17 ปีหลังสงครามครั้งนั้น จักรพรรดินาวีซึ่งมีแผนที่จะสร้างกองเรือที่ 88 ขึ้นโดยมี เรือประจัญบาน จำนวน 8 ลำ เรือลาดตระเวนหนัก อีกจำนวน 8 ลำ เป็นกำลังหลักในการป้องกันประเทศญี่ปุ่นที่ถูกทะเลล้อม รอบทั้ง 4 ด้าน ในการรักษาอธิปไตยของประเทศไว้ ซึ่งจะเป็นกองเรือด้วยกันจำนวนถึง 13-16 กองเรือ จึงจะเป็นการเพียงพอในการรักษาน่านน้ำของตนไว้ได้ สำหรับกองเรือที่ 16 นั้น จะนำการติดตั้งปืนเรือขนาดใหญ่ ขนาด 46 เซนติเมตร จำนวนหลายกระบอก โดยให้ชื่อว่า เรือลาดตระเวนประจัญบาน ซึ่งแต่ละลำมีระวางขับน้ำลำละ 47,000 ตัน ซึ่งการออกแบบนั้นลุล่วงไปด้วยดี แต่หลังจากสัญญาลดอาวุธที่กรุงวอชิงตัน ญี่ปุ่นได้สัดส่วนของเรือสงคราม 5 : 5 : 3 หรือ 10 : 10 : 6 นั้น คือ อังกฤษ กับ สหรัฐ ได้ประเทศละ 10 ส่วนญี่ปุ่นนั้นได้เพียง 6 เท่านั้น ในการนี้ผู้แทนของญี่ปุ่นที่ไปร่วมประชุมนั้นกลับมา รายงานจอมพลเรือ โตโง เฮฮัจจิโร่ ว่า เราแพ้เขาเสียแล้ว! ท่านจอมพลเรือพูดเรียบๆ ว่า สำหรับการฝึกนั้นไม่มีการจำกัดด้วยใช่ไหม ดังนั้นที่มีมติของจักรพรรดินาวี มีการฝึกใน 1 สัปดาห์นั้นมีถึง 7 วัน ไม่มีวันเสาร์ อาทิตย์ คือ เง็ด, เง็ด, คะ, ซุย, มก, คิน, คิน จันทร์-จันทร์-อังคาร-พุธ-พฤหัสบดี-ศุกร์-ศุกร์ ตัดวันเสาร์,อาทิตย์ออกไป ทั้งลดความสบายสำหรับทหารประจำเรือ ไปเพิ่มอาวุธทุกชนิดให้มากกว่าเรือของคู่ต่อสู้ ทั้งมีเพลงร้องเพื่อปลุกใจเหล่าทหารของราชนาวีอีกด้วย ดังนั้นแผนที่จะสร้างกองเรือที่ 88 นั้น ก็กลายเป็นอากาศธาตุไปอย่างไม่มีทางเลือก ในการออกแบบสร้างเรือประจัญบานมาได้นั้น ได้ข้อมูลในการออกแบบไว้ก่อนหน้านี้เป็นรากฐานมีการปรับปรุงเพิ่มเติมให้ เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้นในเวลาที่ผ่านมาร่วม 20 ปี
3.ก่อนหน้าที่จะมีการสร้างเรือประจัญบาน ยามาโต้ นั้น มีหลักการอย่างไรบ้าง ?
ในปี พ.ศ.2478 เดือนตุลาคมนั้น กองบัญชาการกองทัพเรือได้ส่งใบสั่งมายังกระทรวงทหารเรือ เพื่อให้ออกแบบในครั้งนี้ เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2479 มีการกำหนดเครื่องจักรใหญ่ของเรือเป็นเทอร์โบ จำนวน 4 เพลาใบจักร วันที่ 27 ปีเดียวกันนั้น กรมต่อเรือก็ได้ประเมินราคาในการต่อเรือลำนี้ เป็นจำนวนเงิน 137,780,200 เยน (ในตอนนั้นเงิน 1 บาท แลก ได้ 1.50 เยน) ทั้งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2484 นั้นมีงบประมาณใช้จ่ายทั้งปีเพียง 108,000,000 บาท วันที่ 20 กรกฎาคมปีเดียวกัน ได้มีการประชุมสำหรับนายทหารช่างต่อเรือชั้นสูง ได้ให้ชื่อหรือรหัสสำหรับเรือลำแรกนี้ว่า 10-140 เอฟ และในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2480 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทหารเรือก็อนุมัติแบบ 10-140 เอฟ อย่างเป็นทางการ ซึ่งทางกรมต่อเรือได้เริ่มทำการวางกระดูกงูที่อู่แห้งของฐานทัพเรือคุเระ จังหวัดฮิโรชิมา ทันที
4.การสร้างเรือประจัญบานยามาโต้นี้ ของกองบัญชาการทหารเรือต้องการอย่างไรบ้าง
- ปืนใหญ่เรือ ขนาด 46 เซนติเมตร จำนวน 3 กระบอก/ป้อม จำนวน 3 ป้อม ปืนใหญ่เรือ ขนาด ๒๐ เซนติเมตร จำนวน 2 กระบอก/ป้อม จำนวน 5 ป้อม รวม 10 กระบอก
- ความเร็ว 30 นอตขึ้นไป
- เกราะป้องกันเรือ ให้สามารถทนทานอำนาจการยิงของศัตรู จากระยะ 20,000-35,000 เมตร ได้เป็นอย่างดี
- รัศมีทำการ ด้วยความเร็ว 18 นอต 8,000 ไมล์
5.สำหรับใบสั่งของกองบัญชาการทหารเรือนั้น ทางกรมต่อเรือได้ออกแบบ กับ สมรรถนะของเรือยามาโต้ ไว้ดังนี้
- ปืนใหญ่เรือ ขนาด 46 เซนติเมตร จำนวน 3 กระบอก/ป้อม จำนวน 3 ป้อม รวม 9 กระบอก
- ปืนกราบขนาด 15.5 เซนติเมตร จำนวน 3 กระบอก/ป้อม จำนวน 4 ป้อม รวม 12 กระบอก
- ความเร็วสูงสุด 27 นอต
- รัศมีทำการ ด้วยอัตราความเร็ว 16 นอต ระยะ 7,200 ไมล์
6.ทำไมจึงไม่สามารถออกแบบตามใบสั่งของกองบัญชาการกองทัพเรือ ?
การที่จะออกแบบด้วยความเร็ว 30 นอตนั้น จะทำให้เรือมีขนาดมหึมาไม่คล่องตัวในการรบ ทั้งจะเกิดการไม่สมดุลขึ้น ดังนั้นจึงทำการออกแบบเรือให้มีขนาดเล็กลงมา เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการรบมากยิ่งขึ้น
7.การขับเคลื่อนของเรือนั้น เพื่อเป็นการประหยัดเชื้อเพลิง จะออกแบบเครื่องจักรใหญ่ของเรืออย่างไร
เป็นเครื่องเทอร์โบ จำนวน 2 เครื่อง อีกทั้งเครื่องยนต์ดีเซล ที่กำหนดไว้ 2 เครื่อง แต่ในการสร้างนั้นลดลงเหลือเพียง 1 เครื่องเท่านั้น การติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลเรือยามาโต้นั้น เคยใช้เครื่องยนต์ขนาดเดียวกันนี้ ติดตั้งบนเรือพี่เลี้ยงเรือดำน้ำ "ยิงเงอิ" แต่ปรากฏว่ามีกำลังไม่ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ด้วยเหตุที่เครื่องดีเซลเกิดขัดข้องบ่อยครั้ง จึงได้มีการเปลี่ยนจากเครื่องยนต์ดีเซล จำนวน 2 เครื่อง เป็นเครื่องเทอร์โบ จำนวน 4 เครื่องแทน เพื่อช่วยลดควันสีดำที่เผาไหม้ไม่หมดของเครื่องยนต์ดีเซลได้ (ก่อนหน้ามีเรดาร์ เรือต้องใช้เครื่องวัดระยะ ที่สามารถจับกลุ่มควันที่ออกจากปล่องได้อย่างดี สะดวกต่อการเล็งปืนใหญ่) ดังนั้นจึงไม่อาจที่ จะติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลหมายเลข 13 ตามแผน ด้วยเหตุที่มีข้อเสียอยู่หลายประการ จึงใช้เครื่องเทอร์โบทั้งหมดแทน
8.การวางแผนที่จะสร้างเรือประจัญบานนั้น ภายในกองทัพเรือมีเสียงคัดค้านบ้างหรือไม่
ก็มีบ้างเป็นส่วนน้อย เช่น พลเรือตรี ยามาโมโต้ อิโซโรกุ (ตำแหน่งหลังสุดเป็นผู้บัญชาการทัพเรือ เสียชีวิตด้วยการถูกโจมตีทางอากาศ ด้วยเครื่องบิน พี 38 เมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ.2486 ที่ทางใต้ของเกาะบูแกงวิล ได้รับการเลื่อนยศเป็นจอมพลเรือ กับ นาวาเอก โอนิชิ ตะคิยิโร่ ภายหลังได้รับการแต่งตั้งยศเป็นพลเรือโท เป็นผู้ก่อตั้งการโจมตีแบบกามิกาเซ่ เลือดแลกกับเหล็ก และในวันสิ้นสุดสงครามเมื่อ 15 สิงหาคม พ.ศ.2488 นั้น ได้ทำการคว้านท้องที่ห้องทำงานของตนเองที่กระทรวงทหารเรือ เป็นการชดใช้ชีวิตของท่านอย่างองอาจ สมชายชาติทหารราชนาวี แต่ผู้คัดค้านนั้นจำนวนน้อย ดังนั้นจักรพรรดินาวีจึงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เดินหน้าเต็มตัว!
9.แผนที่จะสร้างเรือประจัญบานรุ่น ยามาโต้ นี้กี่ลำ ?
มีจำนวน 5 ลำด้วยกัน คือลำแรก "ยามาโต้" ลำที่ 2 "มุซาชิ" ลำที่ 3 "ชินาโน" (แต่ได้ดัดแปลงเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินแทน ในปี พ.ศ.2487) ส่วนลำที่ 5 นั้นยังมิได้ลงมือ ลำที่ 3 ที่ชื่อ "ชินาโน" นั้น เป็นชื่อของแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น เริ่มต้นไหลจากจังหวัดนางาโน ไหลลงทะเลญี่ปุ่นที่จังหวัดนิอิงงาตะ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงโตเกียว 350 กิโลเมตร ดังนั้นต้องยกเลิกรหัสที่ 111 ไป นอกจากนั้นยังได้ยกเลิกรหัส 797 หมายเลขของเรือลำที่ 4 กับ 5 ไปอีกด้วย จากการเปลี่ยนแปลงของการยุทธนาวีจากเรือเป็นเรือบรรทุกเครื่องบิน ฯลฯ
10.เรือประจัญบาน 3 ลำ คือ ยามาโต้ ถึง ชินาโน เมื่อจะต่อเป็นลำที่ 4-5 นั้น มี การเปลี่ยนแบบแปลนไปอย่างไรบ้าง ?
สำหรับลำที่ 5 คือ รหัสหมายเลข 797 นั้น ได้ทำการติดตั้งปืนใหญ่เรือ ขนาด 15.5 เซนติเมตร จำนวน 12 กระบอก แต่ยกเลิกการติดตั้ง
เปลี่ยนเป็นการติดตั้งปืนกลใหญ่ กับปืนกลต่อสู้อากาศยานจำนวนมากแทนที่ ซึ่งเป็นปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่มีลำกล้อง 12.7 เซนติเมตร ลำกล้องยาว 6 เมตร ที่มีมุมกระดกถึง 90 องศา สามารถยิงเครื่องบิน บี 17 ที่มาโจมตีได้อย่างง่ายดาย มีพิสัยยิง 15,000 เมตร หวังผล 13,000 เมตร เรียกว่า ไอ้ก้านยาว ติดตั้งบน เรือพิฆาตรุ่นสึกิ ได้ผลมาแล้วในแนวรบด้านแปซิฟิกใต้
11.เรือประจัญบานชินาโน ลำที่ 3 นั้น ผิดกันกับ เรือยามาโต้ และ มุซาชิ อย่างไร ?
จากผลของสงครามนั้นปรากฏว่า มีการโจมตีจากทางอากาศเป็นจำนวนมาก จึงได้เพิ่มอาวุธสำหรับต่อสู้กับเครื่องบินทุกรูปแบบขึ้น เช่น ปืนต่อสู้อากาศยานไอ้ก้านยาวที่มีลำกล้องยาวถึง 6 เมตร กับพิสัยยิงสูงถึง 15,000 เมตร ทั้งหวังผลในระดับ 13,000 เมตรด้วย บริเวณ 2 กราบเรือ เป็น 12 กระบอกแทน
12.เรือประจัญบานหมายเลข 4 ไปประจำการอย่างไร
เรือประจัญบานลำที่ 1 ตามหมายเลขเรือ 111 นั้น คือเรือประจัญบานยามาโต้ ได้เริ่มทำการวางกระดูกงูที่อู่แห้งของฐานทัพเรือคุเระ จังหวัดฮิโรชิมา เมื่อพฤศจิกายน พ.ศ.2483 จากนั้น เรือประจัญบานหมายเลข 4 กับ 5 ก็ถูกยกเลิกไป สำหรับแผ่นเหล็กที่นำมาสร้างเรือ ลำที่ 4 กับ 5 นั้น นำไปสร้างเรือดำน้ำรุ่นอิ ได้จำนวน 4 ลำ (ลำละ 2,100 ตัน) และนำไปสร้างเรือบรรทุกเครื่องบิน "ซินโย" ได้อีก 1 ลำด้วย
13.ทำไมป้อมปืนที่ 1 ของเรือยามาโต้ จึงลดระดับลง
เพราะต้องการเลื่อนจุดศูนย์ถ่วงของเรือให้ต่ำลง จึงออกแบบให้ดาดฟ้าหัวเรือลาดลงมา เพื่อให้น้ำทะเลผ่านดาดฟ้าเรือไปได้ในมหาสมุทรแปซิฟิกที่มีคลื่นลมรุนแรง
14.น้ำหนักของปืนใหญ่เรือ ขนาด 46 เซนติเมตรนั้น มีผลอย่างไรบ้าง จะกระทำอย่างไรเพื่อให้ปืนใหญ่เรือนั้นมีความปลอดภัย
ในการใช้ปืนใหญ่เรือยิงแบบซัลโวพร้อมกันทุกกระบอกถึง 9 กระบอก จำนวน 3 ป้อม จะทำให้พื้นไม้ดาดฟ้าเรือหลุดออกมา ซึ่งราวลูกกรงนั้นจะงอพับด้วยอำนาจแรงดันของการยิงซัลโว แต่ได้มีการป้องกันเพื่อการนี้ไว้อย่างสมบูรณ์ สำหรับเครื่องบินตรวจทะเลประจำเรือกับเรือยนต์ของเรือนั้น ได้ออกแบบแตกต่างกันกับเรือลำอื่น ทั้งออกแบบอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่บนดาดฟ้าทุกชั้น ให้เรียบง่าย และอยู่บนพื้นดาดฟ้าให้น้อยที่สุด ดังนั้นจะพบว่าดาดฟ้าของเรือยามาโต้นั้นมีอุปกรณ์ต่างๆ น้อยกว่าเรืออื่น
15.กระสุนปืนใหญ่เรือ ขนาด 46 เซนติเมตร นั้นบรรทุกไปครั้งละกี่ลูก
เรือประจัญบานยามาโต้นั้น มีกระสุนปืนใหญ่กระบอกละ 100 ลูก จำนวน 9 กระบอก รวมทั้งสิ้น 900 นัด กระสุนปืน จำนวน 40 ลูกนั้น จะแยกอยู่ในคลังกระสุน ส่วนอีก 60 ลูกนั้น อยู่ในป้อมปืนแต่ละป้อม
16.น้ำหนักของลูกกระสุนปืน 46 เซนติเมตร นั้นเป็นอย่างไร
กระสุนปืนใหญ่เรือขนาด 46 เซนติเมตร นั้นมีน้ำหนักลูกละ 1,460 กิโลกรัม หมอนรองอีกกระบอกละ 55 กิโลกรัม ดินขับอีกกระบอกละ 330 กิโลกรัม เบ็ดเสร็จปืนใหญ่ 1 กระบอก กับกระสุน 1 ลูกนั้น รวมน้ำหนักถึง 1,845 กิโลกรัม หรือประมาณเกือบ 2 ตันทีเดียว
17.สำหรับกล้องวัดระยะที่ติดอยู่เหนือเสากระโดงหน้าของเรือนั้นเป็นอย่างไรบ้าง
กล้องวัดระยะนั้นมีความยาว 15 เมตร 1 กล้อง กับ 10 เมตร อีก 1 กล้อง เป็นเทคนิคในการสร้างของบริษัท นิปปอน โกงัก โกเงียว ซึ่งเป็นบริษัทที่สร้างกล้องเรือดำน้ำของไทย 4 ลำ คือ มัจฉานุ, พลายชุมพล, วิรุฬ และ สินสมุทร ฯลฯ ในสมัยนั้นด้วย
18.กระสุนปืน 15.5 เซนติเมตร เรือยามาโต้บรรทุกไปครั้งละกี่นัด
คลังกระสุนนั้นตั้งอยู่ตรงกลางลำเรือบนเส้นแบ่งกลางลำ ป้อมที่ 1 กับ 4 นั้น ป้อมละ 450 นัด ส่วนป้อมที่ 2 กับ 3 นั้น กราบละ 360 นัด รวมด้วยกันสำหรับรับกระสุนของปืน 15.5 เซนติเมตร นั้นมีจำนวน 1,620 นัด
19.ปืนต่อสู้อากาศยานของเรือยามาโต้นั้นเป็นอย่างไร
ปืนต่อสู้อากาศของเรือขนาดใหญ่นี้จัดว่ามีน้อยมาก มีปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 12.7 เซนติเมตร จำนวน 2 กระบอก แท่นคู่/ป้อม จำนวน 6 ป้อม รวม 12 กระบอก ปืนใหญ่กล ขนาด 25 มิลลิเมตร จำนวน 3 กระบอก/แท่น จำนวน 8 แท่น รวม 24 กระบอก ปืนใหญ่กลกระบอกเดี่ยว ขนาด 13 มิลลิเมตร จำนวน 2 กระบอก/แท่น รวม 4 ชุด 8 กระบอก หลังจากนั้นมีการเสริมปืนต่อสู้อากาศยานให้มีจำนวนมากยิ่งขึ้น รวมเบ็ดเสร็จทั้งปืนใหญ่ขนาด 46 เซนติเมตรด้วย มีจำนวนถึง 184 กระบอกด้วยกัน เพื่อป้องกันเรือจากการโจมตีทางอากาศ จากเครื่องบินของข้าศึก
20.เรือยามาโต้ แตกต่างจากเรือประจัญบานลำอื่นอย่างไรบ้าง ?
เรือประจัญบานยามาโต้นั้นแตกต่างจากเรือประจัญบานลำอื่นของจักรพรรดินาวี คือ จากแนวน้ำลงไปถึงกระดูกงูใต้ท้องเรือ หุ้มด้วยเกราะเหล็กหนาจากแนวน้ำลงไป เพื่อป้องกันการโจมตีจากระดับใต้แนวน้ำ ยิ่งกว่านั้นตอร์ปิโดออกซิเจนที่ยิงไปไม่มีพรายน้ำให้ปรากฏ อีกทั้งมีระยะยิงไกลถึง 40,000 เมตร เป็นที่เลื่องลือกันมาก เพราะไม่มีราชนาวีของชาติอื่นทำได้เลย
21.เรือประจัญบานยามาโต้นั้น ออกแบบเพื่อป้องกันความเสียหายของเรือจากการที่ถูกยิงด้วยตอร์ปิโดอย่างไร
เมื่อถูกตอร์ปิโด ลูกเรือจะปฏิบัติการรบต่อไปตามปกติ และถ้าถูกตอร์ปิโดเข้าอีก 2 ลูก ในเวลาเดียว กันแล้ว หลังจากซวนเซและเอียงไป เรือจะสามารถเข้ากระบวนรบได้โดยไม่เสียหาย ในตอนนั้นเรือจะมีอาการเอียงประมาณ 5 องศา ในการรบเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2488 นั้น เครื่องยนต์ถูกตอร์ปิโด และถูกโจมตีเกินกำหนดที่ออกแบบไว้ จึงทำให้เรือจมได้ง่ายจนกราบมิดน้ำไปในที่สุด ซึ่งในตอนนั้นยังมิได้คิดคำนวณถึงการถูกโจมตีจากเครื่องบินบนอากาศ
22.การป้องกันการโจมตีด้วยปืนกลอากาศ จากเครื่องบินข้าศึกนั้น เรือประจัญบานยามาโต้มีทางป้องกันอย่างไรบ้าง
ในการนี้ได้มีการออกแบบด้วยเทคนิคพิเศษ ด้วยเกราะหนาขนาด 410 มิลลิเมตร บริเวณเหนือดาดฟ้าและด้วยเกราะเหล็กหนา ขนาด 35-50 มิลลิเมตร เพื่อป้องกันการระดมยิงด้วยกระสุนปืนกลจากเครื่องบินข้าศึกอีกด้วย
23.การป้องกันตอร์ปิโดนั้นกระทำอย่างไร
ด้านล่างทั้งสองกราบของเรือประจัญบานยาโมโต้ ใต้แนวน้ำนั้นหุ้มด้วยเกราะเหล็กหนาขนาด 75-90-200 มิลลิเมตร ตามลำดับ ซึ่งหนามากที่สุดใต้แนวน้ำแล้วค่อยบางลง ไปจนถึงกระดูกงูระหว่างนั้นเป็นช่องสองชั้น สำหรับห้องเครื่องจักร กรุด้วยเกราะหนา 200 มิลลิเมตร จากใต้แนวน้ำลงไปจนถึงด้านล่างของห้องเครื่องจักรใหญ่ ซึ่งแต่ละจุดเปลือกเหล็กหนา 2 ชั้น ป้องกันตอร์ปิโดได้อีกด้วย สำหรับคลังดินดำนั้นมีเกราะเหล็กหนาเป็นพิเศษถึง 3 ชั้นด้วยกัน
24.การป้องกันปืนใหญ่เรือขนาด 46 เซนติเมตร นั้นทำอย่างไร
ด้านหน้าของป้อมปืนอื่นนั้นหุ้มด้วยแผ่นเหล็กที่เป็นเกราะหนาถึงขนาด 650 มิลลิเมตร เพดานป้อมมีเกราะเหล็กหนาขนาด 270 มิลลิเมตร ด้านหลังป้อมนั้นเกราะเหล็กหนาขนาด 250 มิลลิเมตร สำหรับคลังกระสุนมีเกราะเหล็กหนาขนาด 50 มิลลิเมตร ทางด้านหน้าของป้อมนั้นกรุด้วยเกราะเหล็กหนาถึงขนาด 200 มิลลิเมตร
25.การต่อเรือประจัญบานยามาโต้ ที่สร้างดาดฟ้าสูงขึ้นนั้น หมายความว่าอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร
ในกรณีที่เครื่องบินข้าศึกทำการยิงกราดด้วยปืนกลอากาศต่อทหารประจำปืนต่อสู้อากาศยานบนดาดฟ้าเรือนั้น กระสุนปืนกลอากาศจะถูกปล่องเรือและแฉลบลงมา ซึ่งสามารถทำลายชีวิตทหารประจำปืนต่างๆ บนเรือได้ง่าย ปล่องเรือนั้นเป็นแผ่นเกราะบางๆ หนา 380 มิลลิเมตร เจาะรูเล็กๆ จำนวนมากทั่วไป เพื่อให้ควันจากปล่องลอดออกมาได้ ทั้งเป็นการพรางทหารที่ประจำปืนใหญ่บนเรือได้เป็นอย่างดี
26.มีจุดอ่อนบ้างหรือไม่ ในการสร้างเรือประจัญบานยามาโต้
จุดอ่อนของเรือยามาโต้ คือ กราบที่ติดตั้งอาวุธปืนใหญ่สำหรับต่อสู้อากาศยาน จำนวน 3 กระบอกแฝด ซึ่งปืนใหญ่แบบนี้ย้ายขึ้นมาจากเรือลาดตระเวนหนักโมคามิ ในกรณีที่เครื่องบินทิ้งระเบิดของข้าศึกดำดิ่งลงมาแล้วปล่อยลูกระเบิดถูกฐานปืนเหล่านี้เข้า มันจะทะลุลงไปถึงคลังดินดำ และจะระเบิดขึ้นมาทำความเสียหายต่อเรืออย่างมาก อาจถึงจมลงได้ จึงได้มีการเสริมความแข็งแรงที่จุดนี้ด้วยการเสริมแท่นเกราะหนา เพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้อุบัติขึ้น แต่ก็ไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้นเลยจนเรือจมในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2488
27.เครื่องกำเนิดไฟฟ้าของเรือประจัญบานยามาโต้ มีอย่างไรบ้าง
เรือยามาโต้นั้นต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก โดยติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 600 กิโลวัตต์ จำนวน 4 เครื่องด้วยกัน ผลิตกำลังไฟฟ้าทั้งหมดได้ 4,800 กิโลวัตต์ หากเรือใช้ไฟ 100 วัตต์/ดวง แล้วจะใช้ไฟได้ถึง 40,000 ดวงทีเดียว ถ้าบ้านหลังหนึ่งใช้ดวงไฟขนาด 100 วัตต์ บ้านละ 5 ดวงแล้ว ก็จะใช้ไฟได้ถึง 9,600 หลังคาเรือน
28.การที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเสียหายนั้นจะมีผลกระทบต่อการรบอย่างไรบ้าง
เรือยามาโต้นั้นใช้ไฟฟ้ามากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งไฟควบคุมการยิงปืนใหญ่ขนาด 46 เซนติเมตร จำนวน 9 กระบอกในเวลากลางคืน ซึ่งเมื่อทำการยิงต่อสู้กับเรือรบของศัตรู ปืนจำนวน 9 กระบอกนั้นจะใช้ไฟฟ้าจำนวนถึง 3,068 กิโลวัตต์ เมื่อเรือมีกำลังผลิต 4,800 กิโลวัตต์ และยังมีพลังงานไฟฟ้าอย่างอื่นร่วม 1,000 วัตต์ จึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการยุทธ์เลย
29.การต่อเรือประจัญบานยามาโต้นั้น ได้มีการเปรียบเทียบกับเรือประจัญบานฮิเอ้
เรือประจัญบานฮิเอ้ (จมในยุทธนาวีที่ทะเลโซโลมอนในปี พ.ศ.2485) โดยมีผู้บังคับการเรือ คือ นาวาเอก นิชิดะ ที่ยอมจมกับเรือ แต่ถูกหลอกให้มารายงานตัวต่อผู้บังคับการกองเรือจึงไม่เสียชีวิต อีกทั้งมิได้รับการเลื่อนยศเป็นนายพลเรือ ทั้งๆ ที่จบจากโรงเรียนนายเรือโดยสอบได้ที่ 1 ได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (อนชิ) ซึ่งท่านได้ตรอมใจจนเสียชีวิตในที่สุดหลังสงคราม ผลการทดสอบนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ปรากฏว่าผลการทดสอบนั้นเช่นเดียวกันกับเรือประจัญบานฮิเอ้ ซึ่งเป็นระบบเดียวกัน เพราะเรือประจัญบานฮิเอ้นั้นเป็นเรือประจัญบานที่มีฝีจักรเร็ว
30.การสร้างเรือประจัญบานยามาโต้อันทรงพลังนั้นใช้งบประมาณไปมากน้อยเพียงใด
งบประมาณที่ตั้งเป็นราคากลางไว้สมัยนั้น เมื่อปี พ.ศ.2537 ตกลำละ 137,800,000 เยน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสมัยเฮเซอิ ในปี พ.ศ.2479 จะเป็นจำนวนมากกว่าถึง 1,794 เท่า หรือ 1,262,000,000 เยนทีเดียว สำหรับในตอนนั้นที่สงครามสงบใหม่ๆ เงิน 1 ดอลลาร์แลกเงินเยนได้ 365 เยน หรือ 100 เยน เท่ากับเงินไทย 61 บาท แต่ถ้าเงินไทยลดลงเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันเงิน 1 บาทแลกเงินเยนได้เพียง 2.50 เยนเท่านั้น
31.ทำอย่างไรกระทรวงทหารเรือของจักรพรรดินาวีจึงได้เงินจำนวนมหาศาลนี้มา เพื่อพิจารณาในการสร้างเรือยักษ์ เช่นนี้
ทางกองทัพเรือได้เสนอขอสร้างเรือประจัญบานขนาดระวางขับน้ำ 42,000 ตัน ในราคาของเรือประจัญบานที่ติดปืนใหญ่ขนาด 40 เซนติเมตร แทนแบบ 46 เซนติเมตร จำนวน 9 กระบอกเพื่อยื่นเสนอราคาต่อกระทรวงการคลังของญี่ปุ่นไปเป็นเงิน 144,050,000 เยนเท่านั้น ส่วนเงินที่ขาดนั้นได้นำราคาของเรือพิฆาต กับเรือดำน้ำเข้าทดแทน เป็นการเลี่ยงความสนใจของจักรพรรดินาวีที่ชาญฉลาด เพราะถ้าขืนยื่นไปตามราคานั้น กระทรวงการคลังคงไม่อนุมัติแน่นอน เมื่อคิดราคาต่อตันแล้วราคาก็จะน้อยกว่าเรือประจัญบาน สำหรับเรือราชการพิเศษ กับเรือกวาดทุ่นระเบิด ฯลฯ
32.รายละเอียดสำหรับราคาของเรือต่อหน่วยนั้น เป็นอย่างไรสำหรับเงินงบประมาณที่ขอไป
เงินงบประมาณที่ขอไป จำนวน 137,802,000 เยน นั้น เมื่อคิดเป็นรายการปลีกย่อยแล้วจะเป็นราคา ดังนี้
- ค่าตัวเรือ เครื่องจักรใหญ่ร่วมกับอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับเรือประจัญบานยามาโต้ 121,560,000 เยน
- ป้อมปืนใหญ่ จำนวน 3 ป้อม ขนาด 46 เซนติเมตร จำนวน 9 กระบอก กับเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าเกี่ยวกับเครื่องบินตรวจการณ์ ราคา 932,900 เยน
- ค่าควบคุมต่อเรือ กับการขนส่ง จำนวน 3,470,000 เยน
33.การต่อเรือประจัญบานยามาโต้ กับ มุซาชิ เป็นอย่างไร
- การต่อเรือประจัญบานยามาโต้วางกระดูกงูเมื่อ สิงหาคม พ.ศ.2482
- ต่อเสร็จเรียบร้อยได้ส่งมอบแก่จักรพรรดินาวี เมื่อ 16 ธันวาคม พ.ศ.2484
- สถานที่ต่อเรือ บริเวณอู่แห้งของฐานทัพเรือคุเระ จังหวัดฮิโรชิมา
ส่วนการต่อเรือประจัญบานมุซาชินั้น
- วางกระดูกงู วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2483
- ส่งมอบวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ.2485
- ปล่อยเรือลงน้ำเมื่อ วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2485
- สถานที่ต่อเรือ บริษัทอู่มิตซูบิชิ เมืองนางาซากิ
34.ระหว่างที่มีการต่อเรือประจัญบานยักษ์ทั้งสองลำที่ญี่ปุ่น มีอู่เรือที่สามารถจะต่อเรือขนาดนี้กี่แห่ง
มีจำนวนด้วยกัน 3 แห่ง คือ ที่อู่แห้งของจักรพรรดินาวีคุเระ จังหวัดฮิโรชิมา กับอู่แห้งของฐานทัพเรือโยโกซุกะ จังหวัดคานางาว่า กับที่บริษัทมิตซูบิชิ จังหวัดนางาซากิ แต่เมื่อต้องการเพิ่มเติมอุปกรณ์ต่างๆ ในเรือประเภทนี้ บริษัทคาวาซากิ ที่จังหวัดคานางาว่า ก็สามารถรับงานนี้ได้เช่นกัน แต่มิได้มีการกระทำเช่นนั้น
35.การนำเรือเข้าอู่เพื่อซ่อมทำนั้น จะมีอู่กี่แห่งในญี่ปุ่นที่จะรองรับเรือยักษ์นี้ได้
การนำเรือขนาดใหญ่เพื่อเข้าอู่นั้นมีเพียง 3 แห่ง ที่รับได้คือที่ ฐานทัพเรือคุเระ จังหวัดฮิโรชิมา ที่ฐานทัพเรือโยโกซุกะ จังหวัดคานางาว่า กับฐานทัพเรือซาเซโบ จังหวัดนางาซากิ แต่เพียงเท่านั้น
36.การนำเรือเข้าอู่แห้ง จะต้องจัดเตรียมอะไรเพิ่มเติมบ้าง และเป็นค่าใช้จ่ายเท่าใด เมื่อเทียบกับเงินตราปัจจุบัน
เมื่อเปรียบเทียบกับเงินตราในปัจจุบันแล้วจะมีมูลค่าสูงถึง 1,794 เท่า ส่วนการเตรียมการของอู่แห้งนี้ก็คือต้องขุดท้องอู่แห้งให้ลึกลงไปอีก 2 เมตร เปลี่ยนปั้นจั่นตัววิ่งให้เป็นขนาด 100 ตัน เพื่อการเคลื่อนย้ายแผ่นเหล็กและอุปกรณ์ต่างๆ จะกระทำได้รวดเร็วขึ้น ขยายโรงงาน ปรับซ่อมปืนใหญ่ สร้างโรงงานขยายแบบ และสร้างหลังคาคลุมอู่แห้ง ทั้งอู่เพื่อให้สามารถทำงานได้ตลอดเวลา แม้เมื่อมีฝนตก นอกจากนี้ยังใช้เสื่อใยไม้คลุมด้านบนหลังคาด้วยเพื่อพรางตาจากการตรวจการณ์ทางอากาศ และการตรวจการณ์ของสายลับข้าศึก
37.ปืนใหญ่เรือ ขนาด 460 มิลลิเมตรนี้สร้างที่ไหน และทำการลำเลียงขนส่งมาอย่างไร
ปืนใหญ่เรือขนาด 460 มิลลิเมตร (18.1 นิ้ว) จำนวน 9 กระบอกในป้อมปืน 3 ป้อม นั้น ตัวป้อมปืนสร้างที่ฐานทัพเรือคุเระ จังหวัดฮิโรชิมา นั่นเอง ส่วนตัวปืนสร้างที่โรงงานถลุงเหล็ก ยะวาตะ จังหวัดโกคุระ (เป็นเป้าหมายอันดับแรกของการทิ้งระเบิดปรมาณูลูกที่ 2 เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2488 แต่สภาพอากาศเหนือเมืองไม่อำนวย ท้องฟ้าปิดมองไม่เห็นเป้าหมาย จึงเปลี่ยนไปยังเป้าหมายอันดับต่อไป คือ เมืองนางาซากิ บนเกาะกิวชิว) นอกจากนี้ได้ มีการต่อเรือลำเลียงขึ้นเป็นการเฉพาะ 1 ลำ ชื่อ อะคะโน มารู ระวางขับน้ำ 10,000 ตัน เพื่อใช้ลำเลียงอุปกรณ์ปืนใหญ่นี้
38.การต่อเรือนี้เคยมีเอกสาร หรือแบบแปลนพิมพ์เขียวของเรือสูญหายบ้างหรือไม่
ที่อู่แห้งของฐานทัพเรือคุเระ ที่ต่อเรือประจัญบานยามาโต้ ไม่เคยมีอะไรสูญหาย แต่ที่บริษัทมิตซูบิชิ ที่ต่อเรือประจัญบานมุซาชินั้น เนื่องจากเป็นของเอกชน แม้จะมีการเข้มงวดกวดขันกันอย่างมาก ก็ยังปรากฏว่ามีแบบแปลนสูญหายไป 1 แผ่น จึงได้มีการจับกุมบรรดานายช่าง และผู้เกี่ยวข้องหลายคนมาสอบสวน ก็ได้ความว่ามีคนงานคนหนึ่งทนความเข้มงวดของทางการไม่ไหว จึงได้นำแบบแปลนไปเผาทำลายเสีย 1 แผ่น
39.การรักษาความปลอดภัยของจักรพรรดินาวีนั้นเข้มงวดเพียงใด และการรักษาความลับของเอกสารนั้น มีการแบ่งระดับอย่างไร
ในจักรพรรดินาวี มีการจัดระดับความลับของเอกสาร คือ
- เอกสารปกปิด
- เอกสารลับของทางราชการ
- เอกสารลับลับ (ลับมาก)
- เอกสารลับสุดยอด (ลับที่สุด)
เพื่อการรักษาความลับของการต่อเรือทั้งสองลำนี้มิให้เล็ดลอดไปถึงสายลับข้าศึก จึงต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ดังจะเห็นได้จากที่ทางสหรัฐและอังกฤษไม่ทราบเลยว่าญี่ปุ่นกำลังต่อเรือประจัญบานขนาดยักษ์นี้ถึง 3 ลำ มีการสอบประวัติภูมิหลังของผู้ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนถึงคนงานทุกคนที่ร่วมในการต่อเรือนี้ เพื่อนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทหารเรือให้เป็นผู้อนุมัติให้เข้าทำงานได้ นอกจากนี้การเข้าออกจากอู่ก็มีการตรวจตราอย่างเข้มงวดอีกด้วย
40.การต่อเรือประจัญบานมุซาชิ ที่บริษัทมิตซูบิชิ จังหวัดนางาซากิ มีการรักษาความลับอย่างไร
เนื่องจากเป็นบริษัทของเอกชน จึงนับว่าค่อนข้างยากกว่าอู่ของฐานทัพเรือ ที่มีทหารเป็นผู้ควบคุม ดังนั้นในลำดับแรกได้มีการสอบประวัติภูมิหลังของคนงานทุกคนที่มาทำหน้าที่ต่อเรือนี้
ที่บริเวณอู่แห้ง ทั้งทางด้านข้าง ด้านบน ด้านหน้า และด้านหลัง จะกรุด้วยตาข่ายที่ทำจากใยของพืช มีความยาวรวมแล้วถึง 2,700 กิโลเมตร (เป็นระยะทางจากโตเกียวถึงนางาซากิ ไป-กลับ 2 ตลบแล้วกลับมาจรดที่เกียวโต) เป็นน้ำหนักของตาข่ายนี้ถึง 400 ตัน ยังผลให้ชาวประมงบนเกาะกิวชิวขาดวัถตุดิบสำคัญที่จะใช้ในการผลิตอวนจับสัตว์น้ำไปเป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังได้ขึงตาข่ายปิดล้อมบริเวณอู่แห้งที่ต่อเรือนี้อีกด้วย
41.เคยมีการปล่อยเรือขนาดใหญ่กว่าเรือประจัญบานมุซาชิ ลงน้ำหรือไม่
เมื่อดูจากสถิติการปล่อยเรือลงน้ำของโลกแล้ว เมื่อ พ.ศ.2477 อังกฤษได้ปล่อยเรือโดยสารขนาดใหญ่ "ควีนแมรี่" ระวางขับน้ำ 37,387 ตัน และใน พ.ศ.2483 ญี่ปุ่นได้ปล่อยเรือประจัญบานมุซาชิ ซึ่งมีระวางขับน้ำขณะที่ปล่อยลงน้ำ 35,737 ตัน จึงเป็นเรือที่มีระวางขับน้ำเป็นลำดับที่สอง แต่เรือควีนแมรี่นั้นได้บรรทุกน้ำถ่วงเรือไว้ประมาณ 2,000 ตัน เพื่อมิให้เรือลอยออกไปไกล ดังนั้นเมื่อหักน้ำหนักน้ำถ่วงเรือออกไป ก็จะเป็นระวางขับน้ำของเรือ เพียง 35,387 ตันเท่านั้น ดังนั้น เรือประจัญบานมุซาชิ จึงครองสถิติโลก เมื่อ พ.ศ.2485 ด้วยระวางขับน้ำขณะปล่อยลงน้ำ 35,737 ตัน
42.อุปกรณ์สำหรับการปล่อยเรือประจัญบานมุซาชิลงน้ำ มีอะไรบ้าง
ประการแรกจะต้องใช้ท่อนไม้ขนาดใหญ่ ทั้งความยาวและความหนามาปูเป็นทางลาด เพื่อให้เรือลื่นไถลลงน้ำได้ ท่อนไม้นี้จะต่อกันกว้าง 13 ฟุต ยาว 880 ฟุต โดยต้องต่อกันอย่างสนิท ไม่มีปุ่มปม แล้วทาด้วยไขวัว 18 ตัน เพื่อให้ลื่น แล้วทาทับด้วยน้ำมันหล่อลื่นอีก 7 ตัน เนื่องจากอ่าวเมืองนางาซากินี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก บริษัทมิตซูบิชิ จึงได้นำโซ่เหล็กมาต่อกัน เป็นน้ำหนัก 2,000 ตัน ผูกไว้ที่หัวเรือ ให้เรือที่ปล่อยลงน้ำทางท้ายนั้นต้องลากโซ่นี้ไปด้วยเพื่อให้มีความหนืดไม่เลยไปชนฝั่งตรงข้าม นอกจากนี้ยังได้นำสบู่เหลวอีก 2 ตัน มาชโลมให้เรือที่มีน้ำหนักจริงถึง 35,737ตัน ลื่นไถลลงน้ำได้อย่างปลอดภัยอีกด้วย
43.การปล่อยเรือลงน้ำที่นางาซากินั้น มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง
อ่าวนางาซากิ เป็นอ่าวรูปตัว "ยู" ด้านนอกออกสู่ทะเล ดังนั้นจึงมีโอกาสที่น้ำจะเอ่อล้นขึ้นมาบนฝั่งได้ ที่ท่าเรือนางาซากินั้น เมื่อปล่อยเรือประจัญบานมุซาชิลงน้ำแล้วประมาณ 10 นาที ระดับน้ำทะเลจะเอ่อสูงขึ้นถึง 58 เซนติเมตร นับเป็นปรากฏการณ์คล้ายกับคลื่น "สึนามิ" น้อยๆ แต่มันมิได้เกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นดิน หรือ แผ่นดินไหว แต่เป็นการแทนที่น้ำด้วยน้ำหนักกว่า 30,000 ตันของเรือมุซาชิ จึงเกิดคลื่นสึนามิ เทียมขึ้นมา ยังผลให้ชาวบ้านที่มีบ้านเรือนอยู่ริมฝั่งมีน้ำทะเลเอ่อล้นขึ้นมาถึงพื้นใต้ถุนบ้านจนเกิดโกลาหลกัน ยกใหญ่ เพราะไม่ทราบถึงสาเหตุ นอกจากนี้แม่น้ำสายเล็กๆ สายหนึ่งที่ไหลลงอ่าวนางาซากิ ก็มีระดับน้ำสูงขึ้นกว่าปกติถึง 30 เซนติเมตรอีกด้วย
44.อำนาจการยิงของปืนใหญ่ ขนาด 460 มิลลิเมตร ของเรือประจัญบานมุซาชิ เป็นอย่างไร
ปืนใหญ่เรือขนาด 460 มิลลิเมตร แบบ 94 นั้น มีระยะยิงไกลสุด 41,000 เมตร โดยมีจอมกระสุนวิถีสูงกว่าความสูงของภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดของญี่ปุ่นถึง 2 เท่า (สูง 3,776 เมตร) กระสุนมีความเร็วต้น 780 เมตร/วินาที สามารถทะลุเกราะเหล็กที่หนา 430 มิลลิเมตร ได้อย่างสบาย
45.การรวมการยิงของเรือประจัญบานยามาโต้กับมุซาชิ จะเป็นอย่างไร
เมื่อรวมอำนาจการยิงเข้าด้วยกันก็คงจะมีอำนาจมหาศาล แต่ยังไม่เคยได้เข้าทำการยิงร่วมกันเลย เมื่อครั้งออกปฏิบัติการ "โช้" (ชัยชนะ) ตอนปลายเดือนตุลาคม พ.ศ.2487 เรือประจัญบานทั้งสองได้ร่วมเดินทางผ่านทะเลซิบูยัน ของฟิลิปปินส์ เมื่อ 24 ตุลาคม 2487 เรือประจัญบานมุซาชิก็ถูกโจมตีทางอากาศจนจมเสียก่อนที่จะเข้าร่วมรบกับเรือประจัญบานยามาโต้ที่นอกเกาะซามาร์ แต่ถ้าได้ทำการยิงร่วมกันก็คงจะมีปัญหาในการตรวจกระสุนตก ถ้าทำการยิงเป้าหมายเดียวกัน
46.หอสูงเหนือสะพานเดินเรือของเรือประจัญบานยามาโต้ สามารถตรวจการณ์ได้เป็นระยะทางเท่าใด
จากหอสูงเหนือสะพานเดินเรือ จะสามารถตรวจการณ์ได้ไกล 18,000 เมตร ซึ่งอยู่ในระยะยิงหวังผลของปืนใหญ่เรือ
47.อำนาจการยิงของปืนใหญ่รองของเรือประจัญบานยามาโต้ เป็นอย่างไร
ปืนใหญ่รองของเรือประจัญบานยามาโต้ เป็นปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตร (6.1 นิ้ว) จำนวน 4 ป้อม ป้อมละ 3 กระบอก (ต่อมาได้ถอนป้อมที่กราบเรือออก 2 ป้อม เพื่อเพิ่มปืนต่อสู้อากาศยาน) ปืนใหญ่ขนาดนี้เป็นปืนใหญ่หลักของเรือลาดตระเวนหนัก ชั้น "โมคามิ" (เรือลาดตระเวนหนัก โมคามิ, มิคุม่า, คุมาโนะ และ ซึทสึยา) มีระยะยิง 27,000 เมตร อัตราการยิง 7 นัด/นาที ในระยะยิง 15,000 เมตร จะสามารถยิงทะลุเกราะหนา 100 มิลลิเมตร ได้อย่างง่ายดาย
48.วงหันของเรือประจัญบานยามาโต้ เป็นอย่างไร
เมื่อเดินหน้าเต็มตัวแล้วใช้หางเสือฉกาจ วงหันจะกว้างประมาณ 640 เมตร ในการเข้าจอดเรือโดยการทอดสมอนั้น จากความเร็วสูงสุดเมื่อหยุดเครื่องจักรใหญ่แล้ว เรือจะแล่นไปได้ด้วยความเฉื่อยเป็นระยะทาง 4,000 เมตร จึงจะทำการทอดสมอได้
49.ความสามารถในการสู้คลื่นของเรือประจัญบานยามาโต้ เป็นอย่างไร
เป็นที่ทราบแล้วว่า มหาสมุทรแปซิฟิกนั้นเป็นมหาสมุทรที่มีคลื่นลมรุนแรงมาก ดังนั้นการออกแบบเรือประจัญบานยามาโต้ จึงให้สามารถสู้คลื่นขนาดสูง ๙๐ เมตรได้
50.ในการเดินทางไกลนั้น เรือประจัญบานยามาโต้ มีระยะปฏิบัติการเท่าใด
เรือประจัญบานยามาโต้ ได้ออกแบบไว้ให้เดินทางได้ไกล 7,200 ไมล์ ด้วยความเร็ว 16 นอต แต่เมื่อต่อเสร็จและทำการทดสอบ ปรากฏว่าถ้าใช้ความเร็ว 16 นอต จะเดินทางได้ไกลถึง 11,000 ไมล์ ดังนั้นหากลดการบรรทุกน้ำมันเตาลงไป 1,000 ตัน ก็จะสามารถเพิ่มอาวุธต่อสู้อากาศยานได้อีกเป็นจำนวนมา
51.ระบบการสื่อสารภายในเรือเป็นอย่างไร
ภายในเรือมีระบบกระจายเสียงทั่วทั้งลำ มีโทรศัพท์ติดต่อกันทุกส่วนต่างๆ ในเรือ จำนวน 491 คู่สาย มีท่อส่งเอกสาร และท่อพูดอย่างครบครัน
52.ภายในเรือมีลิฟต์ขึ้นลงที่ไหนบ้าง
ที่หอสูงเหนือสะพานเดินเรือมีลิฟต์จากดาดฟ้าใหญ่จนถึงยอด ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเล ถึง 45 เมตร เท่ากับอาคารขนาด 15 ชั้นทีเดียว
53.ความเป็นอยู่ในเรือของนายทหารและพลทหาร เป็นอย่างไร
จักรพรรดินาวีได้คำนึงถึงสภาพความเป็นอยู่ของนายทหารและพลทหารประจำเรือ โดยได้จัดพื้นที่ให้ทหารแต่ละคนมีพื้นที่ 3.2 ตารางเมตร และให้เลิกใช้เปลนอนของเรือรบแบบเก่า แต่ทำเป็นชั้นนอนแทนเพื่อให้มีความสะดวกสบาย อีกทั้งห้องพักภายในเรือก็มีระบบเครื่องปรับอากาศ (แอร์คอนดิชัน) จนเป็นที่อิจฉาของทหารในเรือรบลำอื่นๆ มาก และขนานนามว่า "โฮเต็ลยามาโต้"
54.บนเรือประจัญบานยามาโต้ มีสิ่งที่รุงรังขัดตาบ้างหรือไม่
เนื่องจากมิใช่เรือโดยสาร ดังนั้นจะหวังความสุขสบายอย่างเดียวหาได้ไม่ เพราะจำเป็นต้องมีอุปกรณ์เครื่องใช้เกี่ยวกับการรบอย่างครบครัน จนดูออกจะรุงรังไปบ้าง
55.ประวัติการปฏิบัติหน้าที่ของเรือประจัญบานยามาโต้ เป็นอย่างไร
ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2485 จนถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2486 เรือประจัญบานยามาโต้ รับหน้าที่เป็น "เรือธง" ของทัพเรือผสมแห่งจักรพรรดินาวี แทนเรือประจัญบานนางาโต้ ต่อมาเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2486 พลเรือเอก ยามาโมโต้ อิโซโรกุ ผู้บัญชาการทัพเรือผสม ได้ใช้เรือประจัญบานมุซาชิ ทำหน้าที่เป็นเรือธงแทนเรือยามาโต้ เมื่อ 18 เมษายน พ.ศ.2486 พลเรือเอก ยามาโมโต้ และคณะเสนาธิการทัพเรือผสม ได้เดินทางโดยเครื่องบินไปตรวจเยี่ยมหน่วยทหารที่เกาะบูแกงวิลล์ แต่ถูกเครื่องบินขับไล่รัศมีทำการไกลของสหรัฐดักโจมตี ทำให้ พลเรือเอก ยามาโมโต้ และคณะเสียชีวิตเกือบหมด เหลือ พลเรือตรี อุงากิ มัดโทเมะ เสนาธิการทัพเรือผสมและนักบินเพียง 2 นายเท่านั้น ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส และได้นำกลับมารักษาพยาบาลบนเรือธง คือเรือประจัญบานมุซาชิ ณ ที่จอดเรือในวงปะการังตรุก
ต่อมา พลเรือเอก โกงะ มิเนะอิจิ ก็ได้รับหน้าที่ผู้บัญชาการทัพเรือผสม ต่อจาก จอมพลเรือ ยามาโมโต้ (ได้รับพระราชทานยศหลังจากที่เสียชีวิตแล้ว) และคงใช้เรือประจัญบานมุซาชิ เป็นเรือธงต่อไป ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2487 เมื่อได้ทราบข่าวว่า กองทัพเรือสหรัฐจะเข้าโจมตีฐานทัพหน้าที่วงปะการังตรุก พลเรือเอก โกงะ จึงได้ย้ายกองบัญชาการทัพเรือผสมไปยังเกาะมินดาเนา ของฟิลิปปินส์ โดยได้เดินทางไปโดยเครื่องบิน ทะเล 4 เครื่องยนต์ แต่เครื่องบินได้ประสบกับพายุไต้ฝุ่นหายสาบสูญไป ดังนั้นเรือประจัญบานยามาโต้ และ มุซาชิ จึงพ้นจากหน้าที่เรือธงของทัพเรือผสมไปโดยปริยาย เพราะพลเรือเอก โตโยตะ โซเอมุ ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทัพเรือผสมคนต่อมา ได้ใช้ห้องใต้ดินของมหาวิทยาลัยเคอิโอ ในกรุงโตเกียว เป็นกองบัญชาการ ทัพเรือผสมจนสิ้นสงคราม เมื่อ 15 สิงหาคม พ.ศ.2488
56.เหตุผลที่เลิกใช้เรือประจัญบาน ยามาโต้ หรือ มุซาชิ เป็นเรือธงของทัพเรือผสม
เหตุที่ทัพเรือผสมเลิกใช้เรือประจัญบานเป็นเรือธงนั้น ก็เพราะขาดความสะดวกในการติดต่อสื่อสาร มีเหตุขัดข้องบ่อย อีกทั้งถูกฝ่ายข้าศึกส่งคลื่นวิทยุรบกวน และดักฟังการส่งวิทยุได้ง่าย ดังนั้นในเดือนมีนาคม พ.ศ.2487 เรือประจัญบานยามาโต้ และมุซาชิ จึงถูกโอนไปสังกัดทัพเรือที่ ๑ และลดภารกิจจากการเป็นพระเอกไปเป็นพระรอง โดยมีหน้าที่คุ้มกันเรือบรรทุกเครื่องบิน ซึ่งได้เลื่อนขึ้นมาเป็นพระเอกแทน ดังนั้นเรือทั้งสองลำจึงต้องปฏิบัติหน้าที่เป็นเรือสงครามอย่างแท้จริงอีกครั้งหนึ่ง
57.เรือประจัญบานยามาโต้ ออกปฏิบัติการยุทธ เมื่อใดบ้าง
ครั้งแรก เมื่อยุทธการที่เกาะมิดเวย์ เมื่อมิถุนายน พ.ศ.2485 ต่อมาในการยุทธที่นอกหมู่เกาะมาเรียนา เมื่อกรกฎาคม พ.ศ.2487 และในยุทธการ "โช" (ชัยชนะ) ที่นอกเกาะซามาร์ ครั้งสุดท้ายเมื่อเป็น "กำลังรบผิวน้ำโจมตีพิเศษ" (โตคุเบสสึ โกเงคิ ไตอิ) ออกไปทำลายทัพเรือ และทหารนาวิกโยธินสหรัฐที่ยกพลขึ้นบก ณ เกาะโอกินาวา เมื่อ 1 เมษายน พ.ศ.2488 แต่ถูกโจมตีทางอากาศจม เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2488 ก่อนที่จะไปถึงบริเวณพื้นที่ปฏิบัติการ
58.เรือประจัญบานยามาโต้เคยถูกโจมตีหรือไม่
เรือประจัญบานยามาโต้ เคยถูกฝูงบินโจมตีของสหรัฐเข้าโจมตี เมื่อ 24 ธันวาคม พ.ศ.2486 ในระหว่างการเดินทางไปเกาะนิวบริเตน โดยได้บรรทุกทหารบกจำนวน 1,000 นายไปด้วย เพื่อไปส่งที่ฐานทัพราบาว บนเกาะนิวบริเตน ต่อมาเมื่อเดินทางออกจากฐานทัพเรือหน้าวงปะการังตรุก ในหมู่เกาะคาโรไลน์ ได้ถูกเรือดำน้ำ สเคท (SS-305) ยิงด้วยตอร์ ปิโดถูกที่บริเวณยุ้งโซ่สมอ ทำให้ทหารที่กำลังเรียงโซ่สมอเสียชีวิตไป 6 นาย แต่เรือไม่ได้รับความเสียหาย ยังสามารถทำความเร็วได้ถึง 27 นอตเป็นปกติ นับเป็นครั้งแรกที่ถูกโจมตีจากเรือดำน้ำสหรัฐ และในยุทธการ "โช" ขณะเดินทางผ่านทะเลซิบูยัน ร่วมกับเรือ มุซาชิ ในกำลังรบส่วนกลางก็ถูกเครื่องบินจากกำลังรบที่ 38 ของสหรัฐโจมตีเมื่อ 24 ตุลาคม พ.ศ.2487 เรือยามาโต้ได้รับความเสียหายเล็กน้อย
59.ปืนใหญ่ขนาด 460 มิลลิเมตร ของเรือประจัญบานยามาโต้ เคยได้ทำการยิงเรือรบของสหรัฐบ้างหรือไม่
เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2487 ในยุทธการ "โช" (ชัยชนะ) ระหว่างการเดินทางไปเพื่อเข้าทำลายเรือลำเลียงและกำลังรบของสหรัฐที่ยกพลขึ้นบกที่เกาะเลย์เต ก็ได้ปะทะกับกำลังรบของสหรัฐซึ่งเป็นหมวดเรือบรรทุกเครื่องบินคุ้มกัน (TG 77.4) ที่บริเวณนอกเกาะซามาร์ และเป็นครั้งแรกที่เรือประจัญบานยามาโต้ได้ใช้ปืนใหญ่ขนาด 460 มิลลิเมตร ทำการยิงเรือพิฆาต โฮเอล (DD-533) ของสหรัฐในระยะยิง 33,000 เมตร จนจมและทำความเสียหายแก่เรือพิฆาต จอห์นสตัน (DD-557) จนต้องถอนตัวออกจากการรบ (แล้วถูกเรือลาดตระเวน และเรือพิฆาตญี่ปุ่นโจมตีจนจม) นอกจากนี้ยังทำความเสียหายแก่เรือบรรทุกเครื่องบินคุ้มกัน แกมเบียร์ เบย์ (CVE-73) จนไม่สามารถใช้ดาดฟ้าบินได้ (แล้วถูกเรือลาดตระเวนญี่ปุ่นยิงจมเช่นกัน)
60.ปฏิบัติการสุดท้ายของเรือประจัญบานยามาโต้ เป็นอย่างไร
เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2488 เรือประจัญบานยามาโต้ พร้อมด้วยเรือลาดตระเวนเบา ยะฮะงิ เรือพิฆาต สึซึสึกิ ฟุยุสึกิ อิโซะคาเซะ ยุคิคาเซะ ฮามะคาเซะ อาซะชิโมะ คาซุมิ และฮัดสึชิโมะ รวม 10 ลำ ได้ออกเดินทางจากที่จอดเรือ ฮัดจิราชิมะ ของจังหวัดยามากุจิ ผ่านช่องแคบบังโง เลาะชายฝั่งของแหลมโอซุมิ ของจังหวัดคะโงชิมะ แล้วเดินทางต่อไปทางตะวันตก เพื่อเปลี่ยนเข็มลงใต้เข้าสู่เกาะโอกินาวา ก็ถูกโจมตีจากกำลังทางอากาศของกำลังรบเฉพาะกิจที่ 58 โดยการโจมตีหลักมาจากหมวดเฉพาะกิจที่ 58.1 ซึ่งประกอบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบินฮอร์เน็ต ลำที่ 2 (CV-12) วาส์พ ลำที่ 2 (CV-18) เบนนิงตัน (CV-20) เรือบรร ทุกเครื่องบินเบา เบลลิว วูด (CVL-24) ซาน ฮาซินโต้ (CVL-30) และหมวดเฉพาะกิจที่ 58.3 ประกอบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบินเอสเซ็ก (CV-9) บังเกอร์ ฮิล (CV-17) เรือบรรทุกเครื่องบินเบา คาบอต (CVL-27) และ บาตาอัน (CVL-29) ส่วนเรือบรรทุกเครื่องบินแฮนคอก (CV-19) ส่งเครื่องบิน 53 เครื่องขึ้นช้าไป 15 นาที จึงไม่พบเป้าหมาย กำลังหลักในการโจมตีทางอากาศของหมวดเฉพาะกิจทั้งสองนี้มีเครื่องบินขับไล่ F6F (เฮลแคท) 283 เครื่อง เครื่องบินขับไล่โจมตี F4U (คอร์แซร์) 180 เครื่อง เครื่องบินดำทิ้งระเบิด SB2C (เฮลไดเวอร์) 72 เครื่อง และเครื่องบินทิ้งตอร์ปิโด TBM (อเวนเจอร์) 114 เครื่อง เครื่องบินเหล่านี้ได้เข้าโจมตีกำลังรบโจมตีพิเศษ ที่มีเรือประจัญบานยามาโต้เป็นเรือธง 6 ระลอกด้วยกัน รา ละเอียดการถูกโจมตีของเรือประจัญบานยามาโต้ มีดังนี้
ระลอกที่ 1 เวลา 12.35-12.50 น. จำนวนเครื่องบิน 260 เครื่อง ความเสียหาย ถูกตอร์ปิโดที่กราบซ้าย 1 ลูก ถูกลูกระเบิดที่ท้ายเรือ เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
ระลอกที่ 2 เวลา 13.18-13.34 น. จำนวนเครื่องบิน 120 เครื่อง ความเสียหาย ถูกตอร์ปิโดที่กราบซ้าย 3 ลูก พลประจำปืนกลต่อสู้อากาศยานเสียชีวิตถึง 1 ใน 4 เรือเอียง 8 องศา
ระลอกที่ 3 เวลา 13.35-13.53 น. จำนวนเครื่องบิน 150 เครื่อง ความเสียหาย ถูกตอร์ปิโดที่กราบขวา 1 ลูกกราบซ้าย 3 ลูก เรือเอียง 15 องศา ความเร็วเหลือ 18 นอต
ระลอกที่ 4 เวลา 14.07-14.20 น. จำนวนเครื่องบิน 150 เครื่อง ความเสียหาย ถูกตอร์ปิโดที่กราบขวาอีก 4 ลูก ถูกลูกระเบิด 15 ลูกความเร็วเหลือ 7 นอต เรือตีวงไปทางซ้ายเรื่อยๆ ไม่หยุด
ระลอกที่ 5-6 เวลา 14.25 น. จำนวนเครื่องบิน 150 เครื่อง ความเสียหาย ระบบการสื่อสารเสียหายทั้งหมดเครื่องถือท้ายขัดข้องต้องใช้แรงคนบังคับหางเสือถูกที่กราบซ้ายอีก 1 ลูก ถูกลูกระเบิดอีกนับไม่ถ้วน เรือเอียง 35 องศาเกิดการระเบิดและจมโดยตะแคงทางกราบซ้ายแล้วพลิกคว่ำบริเวณ 200 ไมล์ เหนือเกาะโตกุชิมะ จังหวัดคะโงชิ ระดับน้ำลึก 450 เมตร
จากการโจมตีรวมประมาณ 1,000 เที่ยวบิน ทางฝ่ายสหรัฐแจ้งว่าได้ใช้ตอร์ปิโดไป 200 ลูก ลูกระเบิดขนาดใหญ่ (250-500 กิโลกรัม) 100 ลูก และลูกระเบิดขนาดกลาง (60-100 กิโลกรัม) อีกมากกว่า 200 ลูกหลังจากที่เรือรบญี่ปุ่นคือ เรือประจัญบานยามาโต้ เรือลาดตระเวนเบายะฮะงิ และเรือพิฆาตอีก 5 ลำจมไปแล้ว ทหารเรือญี่ปุ่นที่ลอยคออยู่ในน้ำได้ถูกเครื่องบินของสหรัฐทำการยิงกราดอย่างโหดร้ายไร้มนุษยธรรม และความเป็นชาวเรือ ส่วนพลเรือโท อิโต้ เซอิจิ ผู้บัญชาการกำลังรบโจมตีพิเศษ และ นาวาเอก อะริกะ โกซักกุ ผู้บังคับการเรือประจัญบานยามาโต้ ได้สละชีวิตจมไปกับเรือ
61.กำลังรบของสหรัฐที่เข้าทำการโจมตีเรือประจัญบานยามาโต้ และเรือในกำลังรบโจมตีพิเศษ มีใครเป็นผู้บังคับบัญชา
กำลังรบเฉพาะกิจที่ 58 กำลังรบเรือบรรทุกเครื่องบินเคลื่อนที่เร็ว ทัพเรือภาคแปซิฟิก มี พลเรือโท มาร์ค เอ. มิตเชอร์ เป็นผู้บัญชาการ อยู่บนเรือบรรทุกเครื่องบินบังเกอร์ ฮิล (CV-17) และ พลเรือจัตวา อาร์เล่ห์ เบิร์ค เป็นเสนาธิการ
หมวดเฉพาะกิจ ที่ 58.1 "หมวดเฉพาะกิจหนึ่ง" มีพลเรือตรี เจ.เจ. คลาค เป็นผู้บัญชาการ
หมวดเฉพาะกิจที่ 58.2 "หมวดเฉพาะกิจสอง" มีพลเรือตรี อาร์.อี.เดวิสัน และ จี.เอฟ. โบแกน เป็นผู้บัญชาการ
หมวดเฉพาะกิจที่ 58.3 "หมวดเฉพาะกิจสาม" มีพลเรือตรี เอฟ.ซี.เชอร์แมน เป็นผู้บัญชาการ
หมวดเฉพาะกิจที่ 58.4 "หมวด เฉพาะกิจสี่" มีพลเรือตรี เอ.ดับบริว.แรดฟอร์ด เป็นผู้บัญชาการ
แต่ละหมวดเฉพาะกิจ จะมีเครื่องบินชนิดต่างๆ รวมประมาณ 360 เครื่อง กำลังหลักที่เข้าโจมตี คือ กำลังของหมวดเฉพาะกิจที่ 58.1 และ 58.3 ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่เนื่องจากเป็นการปฏิบัติการในระยะทางใกล้มาก ดังนั้นจึงสามารถไปโจมตีแล้วกลับมาเติมเชื้อเพลิง รับสรรพาวุธ ที่เรือแม่แล้วไปโจมตีเที่ยวต่อไปได้อีก
ปฏิบัติการของกำลังรบโจมตีพิเศษของญี่ปุ่นนี้ไม่มีการคุ้มกันทางอากาศเลย ถ้ามีเครื่องบิ คุ้มกันบ้างก็คงจะไม่ได้รับความเสียหายมากอย่างนี้ มีเครื่องบินขับไล่ คาวานิชิ N1K "ชิเด็งไก" (สายฟ้าสีม่วง) ออกมาช่วยเหลือ แต่ก็ไม่ทันกาล จึงได้ทำการยิงเครื่องบินของสหรัฐที่กำลังเพลินอยู่กับการระดมยิงกราดทหารญี่ปุ่นที่ลอยคออยู่ในน้ำตกไปหลายลำ
62.ทหารเรือญี่ปุ่นที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2488 นั้น มีจำนวนเท่าใด
เรือประจัญบานยามาโต้ลำเดียว มีกำลังพลทั้งสิ้น 3,332 นาย ได้รับการช่วยเหลือจากเรือพิฆาตเพียง 276 นาย อีก 3,056 นาย เสียชีวิต และสูญหาย
63.เพื่อนร่วมทะเลที่ได้เห็นวาระสุดท้ายของเรือประจัญบานยามาโต้ มีเรืออะไรบ้าง
มีเรือพิฆาต สึซึสึกิ, ฟุยุสึกิ, ยุคิคาเซะ และ ฮัดสึชิโมะ เพียง 4 ลำเท่านั้น ที่ได้เห็นวาระสุดท้ายของเรือประจัญบานยามาโต้ และรอดกลับมาได้ทุกลำ มีเรือพิฆาตสึซึสึกิ ได้รับความเสียหายหนัก ถูกลูกระเบิดขนาด 500 กิโลกรัมที่หัวเรือ ทำให้ส่วนหัวเรือ หน้าสะพานเดินเรือ ขาดหายไป จึงต้องแล่นถอยหลังกลับถึงฐานทัพซาเซโบ้ได้
64.ทราบตำบลที่แน่นอน ที่เรือประจัญบานยามาโต้จมหรือไม่
ปี พ.ศ.2529 ได้มีการสำรวจหาตำบลที่ที่เรือประจัญบานยามาโต้จมอย่างแน่นอน คือที่ละติจูด 30 องศา 43 ลิปดาเหนือ ลองจิจูด 128 องศา 04 ลิปดาตะวันออก ทางใต้ของหมู่เกาะตันโย่ว ของจังหวัดนางาซากิ 176 กิโลเมตร ในระดับน้ำลึก 445 เมตร โดยเรือนอนตะแคงราบกับพื้นท้องทะเล
65.เรือประจัญบานมุซาชิ ได้เข้าทำการยุทธที่ใดบ้าง
เรือประจัญบานมุซาชิ ได้เข้าร่วมในยุทธการ "อะ" ในการยุทธนอกหมู่เกาะมาเรียนา ที่ฝ่ายสหรัฐเรียกว่า "การยุทธที่ทะเลฟิลิปปินส์" เมื่อ 19-20 มิถุนายน พ.ศ.2487 และ ในยุทธการ "โช้" ในการยุทธที่อ่าวเลย์เต แต่ถูกโจมตีทางอากาศจมในทะเลซิบูยัน เมื่อ 24 ตุลาคม พ.ศ.2487
66.เรดาร์ และเครื่องฟังเสียงใต้น้ำของเรือประจัญบานมุซาชิ ใช้การได้ดีหรือไม่
จากการที่ได้รับการฝึกอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เรดาร์ของเรือประจัญบานมุซาชิ สามารถตรวจจับเครื่องบินที่เข้ามาโจมตีได้ตั้งแต่ระยะห่าง 240 กิโลเมตร และเครื่องฟังเสียงใต้น้ำสามารถตรวจจับลูกตอร์ปิโดที่วิ่งเข้าหาเรือได ตั้งแต่ระยะห่าง 5,000 เมตร
67.เรือประจัญบานมุซาชิ ถูกฝูงบินสหรัฐ โจมตีที่ไหน และเป็นจำนวนเครื่องบินเท่าใด
เมื่อกำลังรบส่วนกลาง อันประกอบด้วยเรือประจัญบาน ยามาโต้, มุซาชิ, นางาโต้, กงโง และ ฮะรุนะ เรือลาดตระเวนหนัก โจไก, เมียวโกะ, ฮะงุโระ, คุมาโนะ, ซึทสึยา, จิคุมะ, และ โทเนะ เรือลาดตระเวนเบา โนชิโระ และ ยะฮะงิ พร้อมด้วยเรือพิฆาต อีก ๑๕ ลำ เดินทางผ่านทะเลซิบูยัน เพื่อออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิกทางช่องแคบซานเบอร์นาร์ดิโน มุ่งไปยังอ่าวเลย์เตนั้น เมื่อเวลา 10.26 น. ของวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2487 ก็ถูกกำลังทางอากาศจากกำลังรบเฉพาะกิจที่ 38 เข้าโจมตี โดยระลอกแรกเป็นเครื่องบินขับไล่ F6F 21 เครื่อง เครื่องบินดำทิ้งระเบิด SB2C 12 เครื่อง และเครื่องบินทิ้งตอร์ปิโด TBM 12 เครื่อง จากเรือบรรทุกเครื่องบิน อินเทรปิด (CV-11) และเรือบรรทุกเครื่องบินเบา คาบอต (CVL-27) ระลอกที่สอง ด้วยจำนวนเกือบเท่ากัน เมื่อ 10.45 น. ระลอกที่สาม เป็นเครื่องบินขับไล่ 16 เครื่อง เครื่องบินดำทิ้งระเบิด 12 เครื่อง และเครื่องบินทิ้งตอร์ปิโด 3 เครื่อง เข้าโจมตีเมื่อ 15.50 น. นอกจากนี้เมื่อเวลา 13.30 น. มีเครื่องบินขับไล่ 8 เครื่อง เครื่องบินดำทิ้งระเบิด 5 เครื่อง และเครื่องบินทิ้งตอร์ปิโด 11 เครื่อง จากเรือบรรทุกเครื่องบิน เล็กซิงตัน (ลำที่ 2) (CV-16) และบางส่วนจากเรือเอ็ส เซ็ก (CV-9) เข้าร่วมโจมตี และเมื่อ 14.15 น. มีกำลังทางอากาศของหมวดเฉพาะกิจที่ 38.4 เรือบรรทุกเครื่องบิน แฟรงกลิน (CV-13) เอ็นเทอร์ไพรส์ (CV-6) เรือบรรทุกเครื่องบินเบา ซานฮาซินโต้ (CVL-30) เบลลิว วู๊ด (CVL-24)] ซึ่งประกอบด้วยเครื่องบินขับไล่ 26 เครื่อง เครื่องบินดำทิ้งระเบิด 21 เครื่อง และเครื่องบินทิ้งตอร์ปิโด 18 เครื่อง ก็เข้าร่วมโจมตีด้วย รวมแล้วในวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2487 สหรัฐได้ส่งเครื่องบินเข้าโจมตีกำลังรบส่วนกลางของญี่ปุ่น ในทะเลซิบูยันเป็นจำนวน 259 เที่ยวบิน
วาระสุดท้ายของเรือประจัญบานมุซาชิ เป็นอย่างไร
เรือประจัญบานมุซาชิ ซึ่งได้รับการทาสีใหม่จนเด่นเพื่อดึงความสนใจของเครื่องบินข้าศึกก็ได้ถูกโจมตีตั้งแต่ระลอกแรก เรือถูกตอร์ปิโดที่ท้ายเรือกราบซ้าย 1 ลูก แรงสั่นสะเทือนทำให้ศูนย์รวบของปืนใหญ่ขนาด 460 มิลลิเมตรชำรุดยังผลให้อำนาจการยิงลดลง เพราะต้อ ให้แต่ละป้อมยิงอิสระ การโจมตีระลอกที่ 2 และ 3 ก็ติดตามมาโดยเฉพาะในระลอกที่ 3 นี้ จะเน้นที่เรือมุซาชิ นอกจากจะโจมตีด้วยลูกระเบิด และตอร์ปิโดแล้วเครื่องบินขับไล่ข้าศึกยังได้ทำการยิงกราดลงมาด้วยปืนกลขนาด 12.7 มิลลิเมตร ที่มีลำละ 6 กระบอก ทำให้ทหารประจำปืนกลต่อสู้อากาศยานซึ่งไม่มีโล่ปืนกำบังได้รับบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก เรือมุซาชิ ความเร็วลดลงจาก 27 นอต เหลือเพียง 16 นอต จึงตามกระบวนเรือไม่ทัน ถูกทิ้งห่างออกไป ต่อมาความเร็วของเรือก็ลดลงอีก จนทำความเร็วได้ไม่เกิน 12 นอต แม้ฝ่ายพรรคกลินจะได้พยายามซ่อมแซมแล้วก็ตาม แต่เรือก็ถูกตอร์ปิโดหลายลูก เครื่องไฟฟ้าหมายเลข 3 และ 5 ขัดข้อง เรือเริ่มเอียงจนถึง 25 องศา การโจมตีระลอกที่ 5 ทำให้สะพานเดินเรือเสียหาย ต้องใช้สะพานเดินเรือสำรองนำเรือต่อไป
ความเร็วของเรือมุซาชิเหลือเพียง 6 นอต น้ำเข้าเรือมากจนดาดฟ้าหัวเรือจมอยู่ใต้น้ำ ในการโจมตีระลอกที่ 5 นี้ เรือถูกลูกระเบิด 2 ลูก และตกใกล้เรืออีก 3 ลูก ลูกที่ตกถูกเรือได้ทะลุดาดฟ้าลงไปทำลายหม้อน้ำหมายเลข 1 และพัดลมของหม้อน้ำหมายเลข 2 และ 5 ด้วย ต่อมาหม้อน้ำหมายเลข 2, 4 และ 6 ก็เสียหายตามไปด้วย ทำให้ไอน้ำส่งไปยังเครื่องจักรใหญ่ไม่ได้ เรือมีความเร็วเหลือเพียง 2 นอต แต่ยังไม่ยอมจมง่ายๆ เรือถูกตอร์ปิโดรวม 21 ลูก และลูกระเบิดขนาด 450 กิโลกรัม อีก 17 ลูก นอกจากนั้นยังมีลูกระเบิดที่ตกระเบิดใกล้เรืออีกกว่า 20 ลูก แต่เรือที่ได้รับการออกแบบให้ทุกส่วนมีการป้องกันอย่างดีจึงเสียหายไม่มากนัก ปัญหาสำคัญก็คือ การปรับสมดุล แก้อาการเอียงของเรือ เมื่อเรือถูกตอร์ปิโดทางกราบซ้าย ก็ต้องปล่อยน้ำทะเลเข้าถังอับเฉาทางกราบขวาเพื่อแก้อาการเอียง แต่เมื่อถูกหลายลูกเข้าก็ต้องปล่อยน้ำทะเลเข้ามาแก้เอียงมากขึ้น จนหัวเรือมุดต่ำลง จนดาดฟ้าจากหัวเรือจนถึงป้อมปืนหมายเลข 1 มีน้ำท่วมเต็มเหมือนทะเลสาบ แม้การโจมตีจะผ่านไปกว่า 3 ชั่วโมงแล้วก็ไม่สามารถแก้ไขอาการจมน้ำของหัวเรือได้ เรือต้องลอยลำอยู่รอเวลาจมเท่านั้น
ในที่สุด พลเรือตรี อิงุจิ โตชิฮิระ ผู้บังคับการเรือประจัญบานมุซาชิ ก็จำต้องสั่งสละเรือใหญ่ โดยตัวท่านได้ยอมจมไปกับเรือ ต่อมาไม่นานส่วนท้ายเรือมุซาชิก็ยกสูงขึ้น เพราะหัวเรือได้จมลงไปใต้น้ำแล้ว เรือเอียงซ้ายแล้วจมลงสู่ใต้ทะเล และจมมิดน้ำเมื่อเวลา 19.30 น. ของวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2487 ซึ่งเป็นเวลาที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าพอดี
69.ตอนที่เรือประจัญบานมุซาชิจม มีเรือลำอื่นเฝ้าอยู่จนวาระสุดท้ายหรือไม่
เมื่อเรือประจัญบานมุซาชิ ถูกโจมตีได้รับความเสียหาย ความเร็วลดลงจนไม่สามารถตามกระบวนได้ทัน พลเรือเอก คุริตะ ผู้บัญชาการทัพเรือ ก็ได้สั่งการให้เรือลาดตระเวนหนัก โทเนะ เรือพิฆาตฮามะคาเซะ และ คิโยชิโมะ อยู่ให้ความคุ้มกัน ต่อมาเรือพิฆาตชิมะคาเซะ ก็เข้ามารับหน้าที่แทนเรือฮามะคาเซะ ซึ่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีระลอกที่ 5 จาก นั้น เมื่อเห็นว่าเรือมุซาชิต้องลอยลำรอเวลาจมเท่านั้น เรือลาดตระเวนหนักโทเนะ ได้ขออนุมัติแยกตัว ใช้ความเร็วตามกระบวนเรือใหญ่ไปปฏิบัติภารกิจหลัก จึงเหลือเรือพิฆาต 2 ลำ ที่อยู่จนวาระสุดท้ายของเรือมุซาชิ เพื่อช่วยเหลือพลประจำเรือที่สละเรือใหญ่ คือ เรือพิฆาตชิมะคาเซะ และเรือพิฆาต คิโยชิโมะ
70.เรือประจัญบานมุซาชิ มีกำลังพลเท่าใด และหลังจากที่เรือจมไปแล้ว มีผู้รอดชีวิตเท่าใด
เรือประจัญบานมุซาชิ มีกำลังพลนายทหารสัญญาบัตร 112 นาย นายทหารประทวน และพลทหาร 2,287 นาย รวม 2,399 นาย จำนวนผู้รอดชีวิตหลังจากเรือจมไปแล้ว มีนายทหารสัญญาบัตร 73 นาย นายทหารประทวนและพลทหาร 1,303 นาย โดยได้รับการช่วยเหลือจากเรือพิฆาตชิมะคาเซะ และ คิโยชิโมะ นำไปส่งที่เกาะคอร์เรจิดอร์ ปากอ่าวมะนิลา ของฟิลิปปินส์
71.กำลังพลที่สูญหายไปเพราะเหตุใด
กำลังพลของเรือประจัญบานมุซาชิที่สูญหายไป เป็นนายทหารสัญญาบัตร 39 นาย นายทหารประทวนและพลทหาร 984 นายนั้น คาดว่าคงจะเสียชีวิต หรือได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีทางอากาศจมไปกับเรือ หรืออาจจะจมน้ำเสียชีวิตหลังจากที่สละเรือใหญ่แล้ว
72.ตำบลที่เรือประจัญบานมุซาชิจมนั้น ทราบแน่ชัดหรือไม่
จากรายงานของเรือพิฆาตคิโยชิโมะ แจ้งว่า เรือประจัญบา มุซาชิ จมที่ละติจูด 12 องศา 08 ลิปดาเหนือ ลองจิจูด 122 องศา 41.5 ลิปดาตะวันออก แต่หลักฐานทางฝ่ายสหรัฐแจ้งว่าตำบลที่ที่เรือจม คือ ที่ละติจูด 12 องศา 35 ลิปดาเหนือ ลองจิจูด 122 องศา 35 ลิปดาตะวันออก ซึ่งแตกต่างกัน จึงไม่ทราบแน่ชัดว่าที่ใดแน่
edit @ 9 Jun 2008 21:58:55 by คนเขียนบล๊อก

ไม่มีสิ่งใดแน่นอน เป็นแค่ความภาคภูมิใจของคนสร้างเรือดีๆนิเอง
#1 By [Blog]-`Nutty.,* on 2008-06-09 21:42